Reverse Engineering

       หากเราต้องการสร้างนาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่ง แต่ไม่มีความรู้เบื้องต้นเลยว่าจะทำนาฬิกาได้อย่างไร แค่เราไปซื้อนาฬิกามาเรือนหนึ่ง ถอดน็อต เปิดฝาเพื่อกลไกการทำงานด้านใน ดูว่าใช้วัสดุอะไรในการทำตัวเรือนและส่วนประกอบอื่นๆ ดูหน้าปัด ตรวจสอบว่าเข็มสั้น เข็มยาวทำงานอย่างไร ตัวสายเชื่อมกับตัวเรือนอย่างไร เมื่อเข้าใจกลไกการทำงานทั้งหมดแล้วเราจึงค่อยลงมือสร้างนาฬิกาข้อมือของตัวเองโดยอาศัยความเข้าใจระบบที่เราได้ศึกษาจากผลงานสำเร็จรูปของคนอื่น เท่านี้ก็ถือเป็น reverse engineering แล้ว

Reverse Engineering คืออะไร

       reverse engineering เริ่มต้นจากการนำผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่งมาถอดออกเป็นส่วนๆ เพื่อศึกษากระบวนการทำงานของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อที่จะเข้าใจกระบวนการผลิตอย่างมีแบบแผน เมื่อศึกษาจนเข้าใจแล้วจะทำให้เราสามารถผลิตสินค้าคล้ายกันหรือนำมาต่อยอดก็ได้เช่นกัน ส่วนศาสตร์คู่ตรงกันข้ามของ reverse engineering คือ forward engineering (วิศวกรรมก้าวหน้า) ซึ่งเป็นการทำงานที่มีจุดเริ่มต้นจากทฤษฎีหรือหลักการที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ยังเป็นแค่เพียงไอเดียหรือความคิดเท่านั้น โดยการทำงานจะเริ่มต้นจากการสร้างข้อสมมติฐานขึ้นมาจากทฤษฎีหรือหลักการที่มีในใจ ลงมือวางแผนการทำงาน แล้วจึงค่อยลงมือทำงานตามแผนที่วางไว้จนได้ผลิตภัณฑ์ออกมาชิ้นหนึ่ง 

       reverse engineering สามารถทำได้กับทั้งสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่นระบบการทำงาน บริการ หรือสิ่งที่จับต้องได้ เช่น สินค้าต่างๆ วิธีทำ reverse engineering ด้วยการแยกอุปกรณ์ หรือถอดเป็นชิ้นๆ ส่วนใหญ่เป็นวิธีที่ทำแล้วได้ผลในการศึกษาหรือปรับปรุงสินค้าต้นแบบให้ดีกว่าเดิม

       reverse engineering ถือเป็นตัวเลือกของเส้นทางในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าเดิม เนื่องจากในกระบวนการการศึกษาสินค้าต้นแบบนอกจากเราจะศึกษาการทำงานของสินค้าชิ้นนั้นแล้ว ยังสามารถศึกษาได้ว่ากลไกการทำงานใดในสินค้าที่ใช้การไม่ได้หรือมีส่วนประกอบใดที่ไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานรวมๆ ซึ่งเมื่อเราทราบจุดด้อยข้อเสียต่างๆ ก็จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นและจะได้เพิ่มเติมสิ่งที่ได้ผลดีกว่าเข้าไปในผลิตภัณฑ์ของเรา นอกจากนั้นในกรณีที่สินค้ารุ่นแรกเริ่มของเราเริ่มล้าสมัยแล้วและจำเป็นต้องพัฒนาสินค้ารุ่นใหม่ๆ เพื่อเข้าสู่ตลาด แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยังจำเป็นต้องรักษากลไกหรือส่วนประกอบหลักบางส่วนที่ขาดไม่ได้ ในกรณีนี้การศึกษาแนวทางจากรุ่นต้นแบบโดยใช้วิธีการ reverse engineering เพื่อรักษาวิธีการผลิตบางส่วนเอาไว้จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นมาก

       นอกจากนี้  reverse engineering ยังมีข้อดีในเรื่องการประหยัด ประการแรกคือการประหยัดเวลา เพราะเราไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก เพราะสิ่งที่นำมาเป็นต้นแบบก็ต้องการันตีความสำเร็จหรือประสิทธิผลของต้นแบบชิ้นนั้นอยู่แล้ว การทำตามต้นแบบจึงเป็นการประหยัดเวลาด้วยส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันก็เป็นการประหยัดเงินด้วย เครื่องจักรบางเครื่องที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพง หากเราสามารถศึกษากระบวนการทำงานของเครื่องเหล่านี้จนสามารถผลิตเองได้ นอกจากการทำงานจะมีประสิทธิภาพก็ยังช่วยลดส่วนต่างจากการนำเข้าได้อย่างมาก

ขั้นตอนของ Reverse Engineering

ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลักๆ คือ

       1. คัดเลือกผลิตภัณฑ์หรือองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ ที่จะนำมาเป็นต้นแบบ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เราจะทำออกมาชิ้นหนึ่ง อาจประกอบไปด้วยต้นแบบหลายอย่างได้ เช่น สมมติเราอยากทำเก้าอี้ขึ้นมาสักตัวหนึ่งแต่ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร ก็อาจไปซื้อเก้าอี้แบบคล้ายๆ กันมาสัก 2-3 ตัวเพื่อมาเป็นต้นแบบในการศึกษา

       2. ศึกษาผลิตภัณฑ์ วิธีนี้จะเป็นขั้นตอนที่ใช้ระยะเวลานานที่สุด เพราะนอกจากจะต้องแยกชิ้นส่วนออกมาอย่างละเอียดแล้ว ก็ยังต้องศึกษาองค์ประกอบแต่ละชิ้นว่ามีส่วนประกอบอะไร มีกลไกทำงานอย่างไร โดยในขั้นตอนนี้ เราจะนำกเก้าอี้ที่ซื้อมานั้นมาค่อยๆ ถอดออกเป็นส่วนๆ แยกส่วนประกอบชิ้นต่างๆ ออกมา โดยในระหว่างนั้นก็ต้องคอยดูวิธีการประกอบเก้าอี้ว่าใช้วิธีไหนในการประกอบ ส่วนไหนประกอบกับส่วนไหน มีรายละเอียดปลีกย่อยอย่างไรบ้าง อาจใช้วิธีการถ่ายรูปร่วมกับจดบันทึกเพื่อให้จำได้ว่าวิธีการทำเป็นอย่างไร

 

       3. ทดลองลงมือสร้างผลิตภัณฑ์จากวิธีที่ศึกษาจากต้นแบบมา เพื่อตรวจสอบว่าวิธีคิดที่เราเรียนรู้มานั้นถูกต้องจริงหรือไม่ สำหรับในขั้นตอนนี้ เมื่อเรารู้ขนาด ส่วนประกอบ และวิธีการประกอบเก้าอี้แล้วก็ลองมาวาดแบบเก้าอี้เป็นของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องเป็นแบบเดียวกันกับต้นแบบ แต่อาศัยวิธีคิดและโครงสร้างเก้าอี้แบบเดียวกัน แล้วจึงลงมือทำชิ้นส่วนต่างๆและประกอบชิ้นส่วนแต่ละชิ้นเข้าด้วยกันด้วยวิธีการต่างๆ และเมื่อเสร็จเป็นเก้าอี้แล้ว ก็อาจลองใส่นั่งดูว่านั่งได้จริงหรือไม่ มีข้อติดขัดหรือปัญหาอะไรในการใช้งานหรือไม่ และปรับปรุงจนกว่าสินค้าจะใช้ได้ดีและเสร็จสมบูรณ์

 

       4. ออกสินค้าใหม่สู่ท้องตลาด สินค้าหลังขั้นตอน reverse engineering มักจะคงคุณลักษณะใช้สอยดังเดิมของต้นแบบเอาไว้ และเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันด้วยการออกแบบที่แหวกแนว คุณสมบัติความสามารถที่เพิ่มเติม ในกรณีเก้าอี้ก็เช่นเดียวกัน เก้าอี้แบบใหม่ที่เราทำก็จะยังคงคุณสมบัติของการเป็นเก้าอี้ก็คือนั่งได้ สะดวกสบายในการนั่งพักผ่อน แต่รูปทรงความสวยงาม และมีส่วนเพิ่มเติมมารองรับความต้องการ หรือแก้ไขปัญหาที่พบในแบบต้นฉบับ เช่น พนักพิงหัว ที่พักแขน การปรับความสูงต่ำของเก้าอี้เป็นแบบของเราเอง ซึ่งสามารถออกแบบให้ทันสมัยกว่าของคู่แข่งได้

executive_chair_edited.jpg